Happy Three Friends

The Great Social Network
 
บ้านบ้าน  PortalPortal  CalendarCalendar  GalleryGallery  ช่วยเหลือช่วยเหลือ  ค้นหาค้นหา  รายชื่อสมาชิกรายชื่อสมาชิก  กลุ่มผู้ใช้กลุ่มผู้ใช้  สมัครสมาชิก(Register)สมัครสมาชิก(Register)  เข้าสู่ระบบ(Log in)เข้าสู่ระบบ(Log in)  

Share | 
 

 ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ พระราชทานข้อคิด ในงาน วทท. ครั้งที่ 6

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down 
ผู้ตั้งข้อความ
CaesarS
Admin
Admin


จำนวนข้อความ : 100
Join date : 05/11/2010
Age : 22
ที่อยู่ : Red Woods, San Francisco, later known as Chomphu Nakorn

ตั้งหัวข้อเรื่อง: ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ พระราชทานข้อคิด ในงาน วทท. ครั้งที่ 6   Sat Mar 19, 2011 12:12 pm

พระบรรยายพิเศษ โดย
ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
"84 พรรษา เทิดพระเกียรติกษัตริย์นักวิทยาศาสตร์"
ในการประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเยาวชน ครั้งที่ 6
18-19 มีนาคม 2554 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา
อาจมีข้อความตกหล่น ไม่อนุญาตให้นำไปเผยแพร่
"วันนี้ข้าพเจ้าตั้งใจจะมาพูดอีกเรื่องหนึ่ง แต่มีคนรีเควสมา ข้าพเจ้าจึงเปลี่ยนเรื่องพูด มาเป็นเรื่องของ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"
"ข้าพเจ้าเคยพูดกับคณะแพทย์ มูลนิธิ พอสว. ไว้ว่า 'เป็นคนไทย ก็ต้องรู้จักเมืองไทยให้ดี'"
"เมืองไทยของเรา มีดีอยู่ 3 อย่าง...

  • หนึ่ง ชาติดี ประเทศไทยนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ อย่างที่คนโบราณพูดกันไว้ว่า "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" มิได้อดอยากเหมือนบางประเทศ ทุกประเทศมีทั้งคนรวยและคนจน
    ข้าพเจ้าเคยเห็นชาวเคนยา ในเมืองหลวงไนโรบี เมื่อมีคนมาทิ้งขยะ จะต้องมีคนจนไปคุ้นขยะเพื่อหาของเหลือกิน ประเทศไทยไม่มี เราจึงเป็นชาติที่ดี
    อีกเรื่องหนึ่ง ประเทศของเราอยู่ในชัยภูมิที่เหมาะสม จึงประสบภัยพิบัติน้อย (ทรงยกตัวอย่างเหตุการณ์ในประเทศญี่ปุ่น) ประเทศไทยก็มีอยู่บ้าง ไม่ว่าจะน้ำท่วมก็ดี ดินถล่มก็ดี แต่ไม่รุนแรงเหมือนเขา ประเทศไทยจึงโชคดี
  • สอง ศาสนาดี ศาสนาในที่นี้ ข้าพเจ้าหมายถึงทุกศาสนา ไม่ว่าจะพุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์-ฮินดู และศาสนาอื่นๆ
    ข้าพเจ้าเชื่อว่า ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี โดยเฉพาะ สอนให้กตัญญูต่อแผ่นดินเกิด
    อนึ่ง ประเทศไทยให้ความอิสระเสรีในการนับถือศาสนา ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไร ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกัน
  • และสุดท้าย สาม สถาบันพระมหากษัตริย์ดี แม้ในอดีตกาล พระมหากษัตริย์หลายพระองค์ อย่างเช่น ในสมัยกรุงสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงประดิษฐ์อักษรไทย ทำให้คนไทยมีภาษาใช้แตกต่างจากชาติอื่นๆ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงประกาศอิสรภาพ และทำสงครามกับพม่าจนได้รับชัยชนะ มีชาติไทยได้ทุกวันนี้ ส่วนในราชวงศ์จักรี แต่ละพระองค์ก็มีพระจริยวัตรเฉพาะ ซึ่งข้าพเจ้าจะไม่ขอกล่าวเป็นรายพระองค์ในที่นี้



"ข้าพเจ้าเชื่อในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด จิตเป็นของไม่ตายไม่ว่าจะชาติใดๆ คนเราย่อมมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถ้าเป็นผู้ยังไม่ปราศจากกิเลส ก็จะกลับมาเกิดอีก แต่ผู้ที่ละกิเลสได้แล้ว ก็จะนิพพาน ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้า หรือพระสวากของท่าน ในที่นี้ ข้าพเจ้าขอ 'ถอดใจพูด' เป็นเพียงดวงจิตดวงหนึ่งที่มีจิตสำนึกของความเป็นชาติไทย มิได้เป็นรูปที่ยึดติดอยู่กับ 'สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี'"

"ข้าพเจ้าถูกปลูกฝังมาโดยตลอดว่า 'เกิดมาเป็นเจ้า ต้องทำหน้าที่รับใช้ประชาชนไทย' ทูลหม่อมพ่อกับสมเด็จแม่ทรงเข้มงวดมาก ตั้งแต่อายุ 14 ทรงมีรับสั่งให้ข้าพเจ้าตามเสด็จด้วย ซึ่งตอนนั้นข้าพเจ้าก็เรียนหนังสือ เมื่อต้องตามเสด็จตอนกลางวัน พอตกกลางคืนก็ต้องเรียน เช้าบ้าง เย็นบ้าง ค่ำบ้าง ในช่วงที่ข้าพเจ้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (หนึ่งในเจ้าภาพงานครั้งนี้-ผู้เรียบเรียง) ข้าพเจ้ายังต้องตามเสด็จ จึงต้องมีอาจารย์ตามไปสอน"

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงต้องการให้คนไทยกินดีอยู่ดีทัดเทียมกับนานาประเทศ หม่อมพ่อเคยมีพระราชดำรัสกับข้าพเจ้าไว้ว่า:
"ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดคือ ประชาชน"

"หม่อมพ่อทรงมุ่งพัฒนาประชาชนให้มีชีวิตที่มีคุณภาพใน 2 ด้าน คือ:

  • หนึ่ง ด้านสุขภาพ เพราะ "ถ้าคนเราอยู่ในสภาพเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะเป็นภาระสังคม ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจของตนเองได้"
  • สอง การศึกษา เพราะการศึกษา "ทำให้คนเรารู้จักคิดในทางที่ถูก ไม่ให้เชื่อง่ายๆ" ถ้าคนไม่มีความรู้ อย่างเช่น การเลือกตั้ง ถ้าไม่มีความรู้ พอได้เงินมา 500 บาทแล้วบอกให้ไปเลือก ถ้ามีสติรู้ตัว ก็จะรู้ว่าสิ่งที่ทำมันจะ affect ต่อตนเอง และต่อประเทศชาติ การศึกษาจึงทำให้คนได้รู้จักคิด และได้รู้ว่าอะไรดีกับตนเอง


“ทุกครั้งที่เสด็จต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นภูพิงค์ ภูพาน หรือทักษิณราชนิเวศน์ จะทรงขออาสาสมัครฯ ออกหน่วยแพทย์ทุกครั้ง ในตอนเช้าจะทรงตั้งหน่วยแพทย์ที่หน้าวัง และให้ประชาชนเข้ามาตรวจรักษาและรับยา ในตอนบ่าย จะให้หน่วยแพทย์ติดตามไปรักษาตามหมู่บ้านต่างๆ ขณะทรงงานอื่นๆ เมื่อท่านรักษาคนไข้ ท่านไม่รักษาเฉยๆ ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ก็ทรงมีหนังสือส่งไปโรงพยาบาลดีๆ ให้ดูแลจนหายสนิท บ้างโปรดให้มีการติดตามอาการ โดยผู้แทนจังหวัดคอยติดตามและถวายรายงานเป็นระยะ ทรงออกเงินค่ารักษาและค่าเลี้ยงดูครอบครัวผู้ป่วยเองเพื่อไม่ให้ลำบาก”

“แม้ปัจจุบันจะทรงอายุมาก แต่ก็ไม่ทรงละทิ้ง ทรงตั้งข้าพเจ้าเป็นประธานมูลนิธิ พอ.สว. ข้าพเจ้าเพิ่งกลับมาจากภาคเหนือ ท่านก็ทรงถามว่า ‘เหนื่อยไหม คนไข้เยอะไหม เป็นอะไรบ้าง’ จะเห็นว่า ทรงดูแล ทรงใส่ใจประชาชนเหมือนเป็นลูกเป็นหลานจริงๆ ที่คนไทยเรียกท่านว่า ‘พ่อหลวง’ นั้น ถูกต้องแล้ว

“นอกจากกิจการหน่วยแพทย์แล้ว ยังทรงห่วงความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งเป็นเกษตรกรรมอยู่ในต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ พึ่งลมฟ้าอากาศเป็นสำคัญ แต่ปัญหาต่างๆ ทั้งน้ำมากก็ดี น้ำน้อยก็ดี พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถในการดูแผนที่ วางแผนสร้างเขื่อน ฝาย และทรงออกแบบด้วยพระองค์เอง ทรงมีแผนที่ติดตามพระองค์อยู่เสมอ ทรงดูแผนที่ แล้วถามชาวบ้านว่าตรงไหม โครงการเด่นๆ เช่น ภาคใต้ จ.นราธิวาส มีพรุมาก ทำให้ประชาชนไม่สามารถทำเกษตรกรรมได้พอสมควร เพราะค่า pH ต่ำถึง 4 ก็ทรงมีโครงการระบายพรุออกทะเลแบบค่อยๆ ทำ และเนื่องจากดินเป็นกรด ก็ทรงใช้สารเคมีแก้ และปลูกพืชบางชนิด แม้แต่ปล่อยให้วัชพืชขึ้นเองแล้วไถกลบ ให้เป็นปุ๋ยตามธรรมชาติ จะเห็นว่าทรงใส่ใจจริง ทรงลุยด้วยพระบาท บางครั้งก็ทรงพายเรือลุยน้ำไปเอง

(ระหว่างนี้มีโทรศัพท์ของพระองค์ท่านดังขึ้น ท่านจึงปิดแล้วตรัสขออภัย)

พระองค์ทรงให้ปลูกต้นไม้ที่เหมาะสมและขายดีตามที่ต่างๆ คนไทยมีนิสัยอยู่หนึ่ง คือชอบปลูกต้นไม้ตามแฟชั่น สมัยข้าพเจ้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์ ได้เรียนวิชาเพิ่มเติม เป็นวิชาบังคับ 15 หน่วยกิต ต้องเรียนน่ะนะ (ผู้ฟังหัวเราะ) ได้เรียน demand supply เกี่ยวกับราคาพืช ในภาคเหนือ ก็ทรงให้ปลูกไม้เมืองหนาวเพื่อให้คนไทยภูเขามีรายได้ และลดการปลูกฝิ่น เพราะถ้าผู้ซื้อเอาฝิ่นไปทำปฏิกิริยา acetylation ก็จะได้เฮโรอีน สุดท้าย จะทำให้ประเทศไทยเสียทรัพยากรคนไป อนึ่ง ผู้ซื้อฝิ่นมักจะกดราคา ชาวไทยจึงตกลงใจ ชาวบ้านเคยกระซิบขอว่า ปลูกฝิ่นนิดหน่อยได้ไหม เพื่อระดับความเจ็บปวด กรณีที่อยู่บนภูเขาห่างไกล ท่านก็ทรงตอบว่า ‘ปลูกนิดหน่อยได้’

ในด้านการศึกษา ทรงมอบโอกาสให้ไปดูงาน และน่าความรู้ที่ได้มาประกอบอาชีพพัฒนาชุมชนของตนเอง เห็นจากทรงมีนักเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์มากมาย แต่ใจจริง ทรงอยากให้คนไทยทุกคนเรียนต่อให้ได้สูงๆ น่าเสียดายที่หลายคนถือว่าได้ทุนหลวงแล้ว ไม่ตั้งใจเรียน ก็ต้องขู่ว่าจะตัดชื่อออกจากทุน ทั้งที่ใจจริงไม่คิดจะตัดเลย

"บางครั้ง นักเรียน ป.4 หรือ ป.6 ที่จบไม่สูง ก็จะให้เรียนทำเครื่องเงิน เครื่องถม เพื่อ conserve เก็บรักษาศิลปวัฒนธรรมที่กำลังสูญหาย เช่น คร่ำ (การประดิษฐ์ลวดลายให้ปรากฏบนผิวโลหะหรือไม้โดยใช้วิธีการฝังเส้นหรือเส้นทองไปตามลวดลายที่ใช้เหล็กคมสกัดให้เป็นร่อง-ผู้เรียบเรียง) มีคุณยายท่านหนึ่งทำคร่ำมาเป็นเวลานานไม่มีผู้สืบทอดก็จัดให้เด็กๆ ในชุมชนได้เรียน"

"ข้าพเจ้าต้องขอจบการพูดแล้ว เพราะข้าพเจ้าเป็นคนชอบพูด จนบางครั้งข้าพเจ้าเองก็เคลิ้ม (ผู้ฟังหัวเราะ) หลายครั้งมีคนถามข้าพเจ้าว่าใครเป็นคนเขียน speech ให้ ข้าพเจ้าก็ตอบว่า ข้าพเจ้าไม่มี speech เพราะต้องมองหน้าผู้ฟังตลอดเวลา จึงต้องมองหน้าผู้ฟังแล้วนึกหัวข้อขึ้นเลย"

"สุดท้าย อะไรที่เป็นสิ่งที่ดี เราควรทำนุบำรุงเอาไว้ ไม่ควรให้คนต่างชาติ หรือคนชาติเดียวกันที่ไม่หวังดีมาทำลาย สิ่งที่หายไปมักเอากลับคืนไม่ได้ ไม่อยากให้มาเสียดายภายหลัง อยากให้ทำนุบำรุงไว้ สิ่งที่ดีเหล่านี้จะนำไปสู่วัฒนาถาวร ทำให้กินดีอยู่ดี สงบใจแก่ทุกคน"

"นอกจากนี้ พฤติกรรมของพวกเราทุกคน ข้าพเจ้าขอร้องทุกคนมีความสามัคคี เพราะนิสัยของคนไทยนั้นเป็นคนเก่ง แต่ทำงานเป็นทีมไม่เป็น ก็ขอให้คนไทยหัดเอาไว้ สามัคคีให้เป็น ใครที่ก่อให้เกิดความร้าวฉานในคนไทยนั้น อยากให้หยุดเพราะไม่งั้นมือที่ 3 ที่เป็นคนไทยไม่ดี หรือต่างชาติจะเข้ามาทำลาย"


"ข้าพเจ้าจะบ๋ายบายแล้ว (ผู้ฟังหัวเราะ) ขอฝากให้คนไทยทุกระดับสามัคคีกันเอาไว้
ขอความสุข ความวัฒนาถาวร อยู่คู่คนไทยสืบไป ขอบคุณค่ะ"
ขึ้นไปข้างบน Go down
ดูข้อมูลส่วนตัว
 
ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ พระราชทานข้อคิด ในงาน วทท. ครั้งที่ 6
อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน 
หน้า 1 จาก 1

Permissions in this forum:คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ
Happy Three Friends :: ทั่วไป - จิปาถะ :: Special Day-
ไปที่: